ข้ามไปยังเนื้อหา

UPS กับปลั๊กกันไฟกระชากต่างกันอย่างไร อุปกรณ์ในบ้านควรใช้แบบไหน

ภาพประกอบปลั๊กพ่วงกันไฟกระชากเทียบกับเครื่องสำรองไฟ UPS ที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ เราเตอร์ และทีวี

ก่อนเลือกอุปกรณ์ป้องกัน ต้องแยกให้ออกก่อนว่าปัญหาไฟฟ้ามีหลายแบบ และแต่ละแบบแก้ด้วยเครื่องมือต่างกัน Wikipedia (ในหัวข้อ Surge protector และ Uninterruptible power supply) ระบุปัญหาไฟฟ้าที่พบบ่อยไว้ ได้แก่

ปัญหา ลักษณะ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ไฟกระชากหรือแรงดันพุ่งสูงชั่วขณะ (voltage spike) แรงดันสูงมากในเวลาสั้นมาก ปลั๊กหรืออุปกรณ์กันไฟกระชาก และ UPS บางรุ่น
ไฟตก (sag) แรงดันต่ำกว่าปกติ ทั้งช่วงสั้นและต่อเนื่อง UPS ชนิด line-interactive และ online
ไฟดับ (outage) ไม่มีไฟเข้าอุปกรณ์เลย UPS ที่มีแบตเตอรี่
สัญญาณรบกวน (noise) การสั่นหรือแรงดันความถี่สูงที่อุปกรณ์ข้างเคียงฉีดเข้าสายไฟ UPS บางรุ่นแก้ได้ในระดับต่างกัน
ความถี่ไฟไม่นิ่ง และคลื่นไฟเพี้ยน รูปคลื่นไฟเบี่ยงจากคลื่นไซน์ที่ควรเป็น UPS บางรุ่นแก้ได้ในระดับต่างกัน

Wikipedia ระบุว่า UPS ส่วนใหญ่แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ในระดับที่ต่างกัน ผู้ผลิตบางรายจึงจัดประเภทผลิตภัณฑ์ตามจำนวนปัญหาที่รับมือได้

ตัวเลขของไฟกระชากตามที่ Wikipedia สรุปคือ spike เป็นเหตุการณ์ชั่วขณะ ปกติยาว 1 ถึง 30 ไมโครวินาที แรงดันอาจสูงเกิน 1,000 โวลต์ ฟ้าผ่าที่สายไฟอาจก่อ spike หลายพันโวลต์ และมอเตอร์ที่ถูกตัดไฟก็สร้าง spike ระดับหลายร้อยโวลต์ได้ spike ทำให้ฉนวนสายไฟเสื่อม และทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โมเด็ม ทีวี เครื่องชาร์จ ตามที่ Wikipedia ยกตัวอย่าง

อีกจุดที่ต้องแยกคือ ไฟเกินที่ยาวนานเป็นวินาที นาที หรือชั่วโมง (เช่น จากความผิดพลาดของหม้อแปลงหรือสายนิวทรัลขาด) ไม่อยู่ในขอบเขตที่ตัวกันไฟกระชากแบบชั่วขณะป้องกันได้ และอาจทำให้ตัวป้องกันเองเสียหาย

อุปกรณ์กันไฟกระชากจำกัดแรงดันที่ส่งถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ให้เกินเกณฑ์ที่กำหนด Wikipedia อธิบายว่าทำได้ 2 วิธีหลัก

  • ขวางกั้น (blocking) ด้วยตัวเหนี่ยวนำ (inductor) ที่ต้านการเปลี่ยนแปลงของกระแสอย่างฉับพลัน
  • ลัดวงจรหรือหนีบแรงดัน (shorting / clamping) ด้วยชิ้นส่วนที่เริ่มนำไฟเมื่อแรงดันเกินเกณฑ์ เช่น metal-oxide varistor (MOV) กระแสส่วนเกินถูกระบายลงสายดินหรือเปลี่ยนเป็นความร้อนภายในตัวป้องกัน

Wikipedia ระบุว่าอุปกรณ์ป้องกันแบบ MOV ใช้ปกป้องเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน ตัวป้องกันหลายรุ่นต่อระหว่างสายทั้งสามคู่ คือ line-neutral, line-ground และ neutral-ground เพราะเวลาฟ้าผ่า ทั้งสายไลน์และสายนิวทรัลอาจมีแรงดันพุ่งพร้อมกัน บางรุ่นมีช่องสำหรับป้องกันสาย Ethernet, สายโทรทัศน์เคเบิล (CATV) และสายโทรศัพท์ด้วย เพราะ spike เข้าอุปกรณ์ทางสายสัญญาณได้เช่นกัน

เส้นทางไฟจากเต้ารับถึงอุปกรณ์ เมื่อใช้ปลั๊กกันไฟกระชากเทียบกับ UPS

สเปกที่พบบ่อยบนฉลากมี 3 ค่า

  • clamping voltage (แรงดันที่เริ่มทำงาน) คือแรงดันชั่วขณะที่ตัวป้องกันเริ่มทำงาน ค่ายิ่งต่ำยิ่งปล่อยแรงดันผ่านน้อย
  • joule rating คือพลังงานที่ดูดซับได้ต่อการกระชากหนึ่งครั้ง ค่านี้อาจสูงเกินจริงถ้าผู้ผลิตรวมค่าของ MOV หลายตัวที่ต่อขนานกัน
  • response time (เวลาตอบสนอง) ตัวป้องกันตอบสนองต่อแรงดันเกินเร็วเพียงใด แต่ NIST และ Wikipedia ชี้ว่าค่านี้ใช้เทียบรุ่นที่ใช้ MOV ได้ไม่ค่อยมีประโยชน์

ตัวเลขบนฉลากบอกความสามารถคร่าว ๆ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ทำได้จริงตามนั้น

  • Wikipedia ระบุว่า ในประเทศที่ไม่มีข้อบังคับ อาจมีปลั๊กที่ติดป้าย “กันไฟกระชาก” หรือ “กัน spike” แต่ภายในมีเพียงตัวเก็บประจุ วงจรกรองสัญญาณรบกวน หรือไม่มีอะไรเลย ซึ่งไม่ได้ป้องกันไฟกระชากจริง ผู้ซื้อควรตรวจว่าผลิตภัณฑ์ระบุสเปกชัดเจน ดูเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานทดสอบและเลขมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ และตรวจว่าฉลากระบุแรงดันและความถี่ตรงกับไฟบ้าน รุ่นที่ออกแบบสำหรับไฟ 120 โวลต์ไม่ควรนำมาใช้กับไฟบ้านในไทย
  • MOV อาจร้อนเกินได้ ถ้าเจอแรงดันเกินที่สูงพอให้เริ่มนำไฟแต่ไม่แรงพอจะทำลายมันทันที และสภาวะแรงดันเกินคงอยู่นานจนเกิดความร้อนสะสม Wikipedia ระบุว่าอาจเกิดความเสียหายจากความร้อนและอาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ นอกจากนี้ถ้า spike ใหญ่หรือยาวพอ ตัวป้องกันเองอาจถูกทำลายได้ MOV ยังเสื่อมลงทีละน้อยทุกครั้งที่รับไฟกระชาก เมื่อเสื่อมมากอาจร้อนจนเสียหายหรือเกิดไฟไหม้ รุ่นใหม่ส่วนใหญ่มีเบรกเกอร์หรือฟิวส์ความร้อนช่วยตัดวงจร NIST เตือนว่าเมื่อตัวป้องกันเสีย บางรุ่นตัดไฟออก แต่บางรุ่นยังจ่ายไฟต่อโดยไม่มีการป้องกันแล้ว และความหมายของไฟแสดงสถานะไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงควรอ่านคู่มือและเก็บไว้ ถ้าไฟแสดงว่าหมดการป้องกัน ตัวเครื่องร้อน หรือมีกลิ่นไหม้ ให้เลิกใช้และเปลี่ยนใหม่
  • ตัวป้องกันแบบติดตั้งที่แผงเมนของบ้าน (whole-house) บางรุ่นมีหลอดแสดงสถานะว่า MOV ภายในยังทำงานอยู่ ส่วนการติดตั้งที่ตู้เมน NIST ระบุว่าควรให้ช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตเป็นผู้ทำ จึงไม่ควรเปิดตู้ไฟทำเอง
  • ตัวกันไฟกระชากทั่วไปป้องกันอุปกรณ์จากฟ้าผ่าไม่ได้ และห้ามถอดปลั๊กระหว่างพายุฝนฟ้าคะนอง เพราะผู้ถอดเสี่ยงถูกฟ้าผ่า National Weather Service ของสหรัฐฯ ระบุทั้งสองข้อนี้ ถ้าจะถอดปลั๊กต้องทำก่อนพายุมาถึง ระหว่างพายุไม่ควรแตะอุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ สายสัญญาณอย่างสายโทรศัพท์หรือสายเคเบิลก็เป็นทางเข้าของไฟกระชากได้
  • สายดินต้องมีจริง การระบายไฟกระชากลงดินทำงานได้เมื่อเต้ารับมีสายดินจริงเท่านั้น ห้ามหักขาดินของปลั๊ก 3 ขาหรือใช้ตัวแปลงที่ตัดสายดิน (CPSC) ถ้าไม่แน่ใจให้ช่างไฟฟ้าตรวจ
  • อย่าใช้เกินพิกัด รวมกำลังไฟของอุปกรณ์ที่ต่อ แล้วต้องไม่เกินค่าที่ระบุบนปลั๊กพ่วงหรือ UPS ถ้าปลั๊ก สาย หรือเต้ารับอุ่นผิดปกติ ให้หยุดใช้ เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าใช้เกินพิกัดและเสี่ยงไฟไหม้ (CPSC)
  • อย่าต่อพ่วงกันเป็นทอด ไม่ควรเสียบปลั๊กกันไฟกระชากเข้าช่อง UPS หรือเสียบ UPS เข้าปลั๊กกันไฟกระชาก เว้นแต่คู่มือของ UPS ระบุว่าทำได้

Vertiv ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าสำรอง อธิบายว่า UPS (uninterruptible power supply) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแบตเตอรี่สำรอง คือแบตเตอรี่แบบชาร์จซ้ำได้ที่สำรองไฟจากแหล่งหลัก และจ่ายไฟต่อเนื่องเมื่อไฟจากการไฟฟ้าดับ ความต่างจากเครื่องปั่นไฟคือแทบไม่มีช่วงขาดไฟ เพราะเครื่องปั่นไฟต้องใช้เวลาสตาร์ตเครื่องยนต์ ส่วน UPS บางชนิดมีเวลาสลับสั้น ๆ ตามตารางด้านล่าง

Vertiv ยังระบุว่า UPS ไม่ได้มีแค่แบตเตอรี่ แต่มีการปรับสภาพไฟ (power conditioning) เพื่อป้องกันปัญหา เช่น ไฟกระชากและ voltage spike ด้วย สำหรับ UPS ขนาดเล็กตามบ้านและสำนักงาน Vertiv ระบุว่าออกแบบให้ไฟพอสำหรับการปิดเครื่องอย่างเป็นระเบียบ เพื่อป้องกันอุปกรณ์เสียหายและข้อมูลสูญหาย บางรุ่นมีระบบปรับสภาพไฟและกันไฟกระชากในตัว แต่ไม่ได้ออกแบบให้จ่ายไฟนาน บางรุ่นอยู่ได้เพียงไม่กี่นาที

Wikipedia แบ่ง UPS สมัยใหม่เป็น 3 ประเภทหลัก ส่วน Vertiv อธิบายแนวเดียวกัน (และเพิ่มชนิด multi-mode)

ชนิด หลักการ จุดสังเกต
Standby (offline) อุปกรณ์รับไฟจากไฟหลักโดยตรง เมื่อตรวจพบไฟผิดปกติจึงสลับไปใช้แบตเตอรี่ผ่านอินเวอร์เตอร์ ฟีเจอร์พื้นฐานที่สุด Wikipedia ระบุเวลาสลับอาจนานได้ถึง 25 มิลลิวินาที ขึ้นกับเวลาที่ตรวจพบไฟขาด
Line-interactive เหมือน standby แต่เพิ่มตัวปรับแรงดันที่ปรับระดับไฟขาเข้าก่อนจ่ายให้อุปกรณ์ รับมือไฟตกหรือไฟเกินระดับหนึ่งโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ สลับไปแบตเตอรี่ต่อเมื่อไฟหลุดจากช่วงที่ปรับได้
Online (double-conversion) แปลงไฟ AC เป็น DC แล้วแปลงกลับเป็น AC ตลอดเวลา แยกอุปกรณ์ออกจากไฟดิบของการไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง จ่ายไฟสะอาดเท่านั้น ใช้กับงานสำคัญ

Wikipedia ระบุว่า UPS ที่ต่ำกว่า 1 kVA ส่วนใหญ่เป็นชนิด line-interactive หรือ standby ขนาดที่ต้องใช้จริงให้คำนวณจากโหลดตามหัวข้อด้านล่าง

เปรียบเทียบ UPS สามชนิด standby, line-interactive และ online

Wikipedia ระบุว่า UPS ส่วนใหญ่มีเวลาสำรองค่อนข้างสั้น โดยทั่วไปราว 5 ถึง 15 นาที ตัวเลขนี้เป็นค่ากว้าง ๆ เวลาจริงขึ้นกับกำลังไฟของอุปกรณ์ที่ต่อและความจุแบตเตอรี่ของรุ่นนั้น ควรดูกราฟเวลาสำรองไฟ (runtime) ที่ผู้ผลิตระบุไว้ในเอกสารของรุ่น

แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่เสื่อมตามเวลา Vertiv ระบุว่าแบตเตอรี่แบบ VRLA (valve-regulated lead-acid) ใช้งานได้ราว 3 ถึง 10 ปี ส่วนลิเธียมไอออนอาจอยู่ได้ 8 ถึง 15 ปี แต่อายุจริงอาจสั้นกว่าอายุที่ออกแบบไว้ เพราะปัจจัย 4 อย่าง

  1. อุณหภูมิแวดล้อม ช่วงปกติของการวัดความจุคือ 15 ถึง 25 องศาเซลเซียส Vertiv ระบุว่ามีการศึกษาที่ชี้ว่าการใช้งานในที่ร้อนทำให้อายุสั้นลง และบางครั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น 15 องศาฟาเรนไฮต์ (ราว 8 องศาเซลเซียส) ทำให้อายุแบตเตอรี่ลดลงถึง 50%
  2. เคมีของแบตเตอรี่ ความสามารถในการเก็บและจ่ายไฟลดลงตามเวลา แม้ใช้ถูกวิธี
  3. จำนวนรอบการคายประจุ ทุกครั้งที่ UPS สลับมาใช้แบตเตอรี่ ความจุสัมพัทธ์ลดลงเล็กน้อย
  4. การบำรุงรักษา แม้จะโฆษณาว่า “ไม่ต้องบำรุงรักษา” แต่ Vertiv ระบุว่า UPS ต้องการการบำรุงรักษาเป็นระยะ คำนี้หมายถึงแบตเตอรี่ไม่ต้องเติมน้ำยาเท่านั้น

Wikipedia เสริมว่า การทดสอบตัวเองสั้น ๆ ของ UPS ที่ใช้เวลาไม่กี่วินาที อาจไม่สะท้อนเวลาสำรองจริงของแบตเตอรี่ การทดสอบที่คายประจุลึกถึงจะบอกได้ แต่ก็สร้างความเสียหายต่อแบตเตอรี่เองด้วย

หัวข้อ ปลั๊กกันไฟกระชาก UPS
ป้องกันไฟกระชากชั่วขณะ ใช่ เป็นหน้าที่หลัก ส่วนใหญ่มีในระดับหนึ่ง (Vertiv, Wikipedia)
ป้องกันไฟดับ ไม่ได้ ไม่มีแบตเตอรี่ ได้ ในช่วงเวลาที่แบตเตอรี่จ่ายไหว
ปรับไฟตก ไฟเกิน ไม่ครอบคลุม line-interactive และ online ทำได้
ชิ้นส่วนที่ต้องระวัง ตัวป้องกันภายใน เช่น MOV เสื่อมลงตามจำนวนครั้งที่รับไฟกระชาก และอาจเสียหายทันทีเมื่อรับการกระชากหนัก ต้องเปลี่ยนเมื่อหมดการป้องกัน แบตเตอรี่ ต้องเปลี่ยนตามอายุ
ใช้เพื่ออะไร กันความเสียหายจากแรงดันพุ่ง ได้เวลาปิดเครื่องอย่างปลอดภัยหรือใช้งานต่อช่วงสั้น

ข้อแนะนำในส่วนนี้เป็นการประยุกต์หลักการข้างต้น ไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัว ผลจริงขึ้นกับรุ่นของอุปกรณ์และสภาพไฟฟ้าที่บ้าน

อุปกรณ์ ความเสี่ยงหลัก แนวทางที่เข้ากับหลักการ
คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ไฟดับทำให้ไฟล์ที่กำลังเขียนเสียหาย UPS ให้เวลาปิดเครื่องอย่างเป็นระเบียบ (Vertiv)
NAS และฮาร์ดดิสก์ภายนอก ดับกะทันหันระหว่างเขียนข้อมูล UPS และตั้งให้ปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อไฟดับ หากรุ่นรองรับ ดูเรื่อง NAS กับ Cloud
เราเตอร์และ ONT / โมเด็ม ไฟกระชากเข้าทางสายไฟและสายทองแดง เช่น สาย LAN หรือสายโทรศัพท์ ไฟดับทำให้ออฟไลน์ UPS ขนาดเล็กถ้าต้องการให้เครือข่ายอยู่ต่อช่วงไฟดับสั้น ๆ ต้องต่อทั้งเราเตอร์และ ONT เข้า UPS ถ้าต่อตัวเดียว เครือข่ายก็ยังขาด UPS ช่วยเฉพาะอุปกรณ์ในบ้าน ถ้าฝั่งผู้ให้บริการดับด้วย เน็ตก็ยังหลุด
ทีวี เครื่องเสียง เกมคอนโซล ไฟกระชากทำให้อุปกรณ์เสียหาย ปลั๊กกันไฟกระชากที่ระบุสเปกชัดเจน
ที่ชาร์จและอุปกรณ์เล็ก ๆ ไฟกระชากทำให้เสียหาย ปลั๊กกันไฟกระชาก

เครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูงหรือมีมอเตอร์ เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ไม่ควรต่อกับ UPS ขนาดเล็กสำหรับบ้านหรือปลั๊กกันไฟกระชาก เว้นแต่คู่มือของอุปกรณ์ทั้งสองระบุว่าทำได้ เพราะอาจเกินพิกัด และ Wikipedia ระบุว่า UPS ราคาประหยัดบางรุ่นจ่ายไฟรูปคลื่นคล้ายคลื่นสี่เหลี่ยม ซึ่งมอเตอร์อาจทำงานได้แย่ลงหรือไม่ทำงานเลย

  1. รวมกำลังไฟของอุปกรณ์ที่ต้องการสำรอง อ่านค่าวัตต์หรือโวลต์-แอมป์จากป้ายที่ตัวเครื่องหรือในคู่มือ รวมเฉพาะอุปกรณ์ที่จะต่อกับ UPS
  2. เทียบหน่วยให้ตรงกัน UPS มักระบุทั้งโวลต์-แอมป์ (VA) และวัตต์ (W) ซึ่งเป็นคนละค่ากัน โหลดรวมต้องไม่เกินทั้งสองค่า และควรเผื่อไว้ ไม่ต่อจนเต็มพิกัด Vertiv เตือนให้ระวังการใช้เกินพิกัด
  3. ดูกราฟเวลาสำรองไฟของรุ่นนั้น แล้วเทียบกับเวลาที่ต้องการ เช่น แค่พอปิดเครื่องหรือต้องการให้เน็ตอยู่ต่อ ช่องเสียบบางช่องของ UPS บางรุ่นกันไฟกระชากอย่างเดียว ไม่มีไฟสำรองจากแบตเตอรี่ ต้องต่ออุปกรณ์สำคัญกับช่องที่สำรองไฟได้ และยิ่งต่ออุปกรณ์มาก เวลาสำรองยิ่งสั้นลง (Vertiv)
  4. เลือกชนิดให้เหมาะกับอุปกรณ์ Wikipedia ระบุว่า UPS ควรเลือกทั้งตามความจุและตามคุณภาพไฟที่อุปกรณ์ต้องการ เพราะ UPS เองก็อาจทำให้เกิดปัญหาคุณภาพไฟได้ ควรดูข้อกำหนดของอุปกรณ์ที่จะต่อว่าไวต่อคุณภาพไฟแค่ไหน
  5. วางไว้ในที่ที่อุณหภูมิไม่สูง อุณหภูมิมีผลต่ออายุแบตเตอรี่ตามที่ Vertiv ระบุ

ถ้าข้อมูลบน NAS หรือเครื่องที่ต่อ UPS สำคัญ การมี UPS ก็ไม่ได้แทนที่การสำรองข้อมูล ดูการสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1ประกอบ

UPS หลายรุ่นมีการกันไฟกระชากในตัว ตามที่ Vertiv และ Wikipedia ระบุ จึงอาจไม่จำเป็นต้องต่อปลั๊กกันไฟกระชากเพิ่ม แต่ระดับและสเปกของการป้องกันต่างกันตามรุ่น ควรดูในเอกสารของ UPS ว่าระบุการป้องกันไว้อย่างไร

ไม่ช่วย ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว เมื่อไฟดับ อุปกรณ์ที่ต่ออยู่จะดับทันที

ขึ้นกับกำลังไฟของอุปกรณ์ที่ต่อและความจุแบตเตอรี่ของรุ่นนั้น Vertiv ระบุว่า UPS ขนาดเล็กตามบ้านไม่ได้ออกแบบให้จ่ายไฟนาน บางรุ่นอยู่ได้ไม่กี่นาที และ Wikipedia ให้ช่วงโดยทั่วไปราว 5 ถึง 15 นาที ควรดูกราฟเวลาสำรองไฟของรุ่นที่ใช้

ต้องเปลี่ยน แบตเตอรี่แบบ VRLA ใช้ได้ราว 3 ถึง 10 ปี และลิเธียมไอออนราว 8 ถึง 15 ปี ตามข้อมูลของ Vertiv แต่อุณหภูมิ จำนวนครั้งที่ใช้แบตเตอรี่ และการบำรุงรักษาทำให้อายุจริงต่างไปได้ เปลี่ยนตามขั้นตอนในคู่มือของรุ่น ถ้าแบตเตอรี่บวม รั่ว หรือมีกลิ่นผิดปกติ ให้หยุดใช้และให้ศูนย์บริการดูแล

ปลั๊กพ่วงที่เขียนว่า “กันไฟกระชาก” ป้องกันได้จริงไหม

หัวข้อที่มีชื่อว่า “ปลั๊กพ่วงที่เขียนว่า “กันไฟกระชาก” ป้องกันได้จริงไหม”

ไม่แน่เสมอไป Wikipedia ระบุว่าในบางประเทศที่ไม่มีข้อบังคับ ปลั๊กที่ติดป้ายแบบนี้อาจมีเพียงตัวเก็บประจุหรือวงจรกรองสัญญาณ หรือไม่มีวงจรป้องกันเลย ควรดูว่าผลิตภัณฑ์ระบุสเปกอย่างชัดเจน เช่น แรงดันที่เริ่มทำงาน และ joule rating

  1. What Is a UPS? — Vertiv
  2. Surge protector — Wikipedia
  3. Uninterruptible power supply — Wikipedia
  4. Surges Happen! — NIST SP 960-6
  5. Lightning Safety When Indoors — National Weather Service
  6. Home Electrical Safety Checklist — CPSC
  7. UPS Buying Guide — Vertiv