ข้ามไปยังเนื้อหา

กฎสำรองข้อมูล 3-2-1 คืออะไร ทำที่บ้านอย่างไร

ภาพประกอบโน้ตบุ๊ก ฮาร์ดดิสก์ภายนอก และไอคอนคลาวด์ แสดงสำเนาข้อมูลสามชุดที่เก็บไว้ต่างที่กัน

รูปถ่ายครอบครัว เอกสารภาษี งานที่ทำค้างไว้ ล้วนอยู่ในเครื่องเดียวที่เสียได้ ถูกขโมยได้ หรือถูกมัลแวร์เข้ารหัสได้ เอกสาร Data Backup Options ของ CISA (หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของสหรัฐฯ) เริ่มต้นด้วยข้อสังเกตว่า การเก็บไฟล์สำรองเพียงชุดเดียวอาจไม่พอปกป้องข้อมูล และแนะนำให้ทำตามกฎ 3-2-1 เพื่อเพิ่มโอกาสกู้ข้อมูลที่สูญหายหรือเสียหายกลับมา

เอกสารนั้นเป็นของปี 2012 บางส่วนที่กล่าวถึงสื่อเก่าอย่างฟลอปปีดิสก์จึงล้าสมัยแล้ว แต่หลักการ 3-2-1 และข้อดีข้อเสียของสื่อหลัก ๆ ยังใช้เป็นกรอบคิดได้ ส่วนข้อแนะนำด้านแรนซัมแวร์ ผู้เขียนอ้างอิงเอกสารที่ใหม่กว่าของหน่วยงานเดียวกันประกอบ

เอกสาร CISA อธิบายแต่ละตัวเลขดังนี้

ตัวเลข ความหมาย เหตุผล
3 เก็บ 3 สำเนาของไฟล์สำคัญ คือต้นฉบับ 1 ชุดและสำรอง 2 ชุด ถ้าชุดใดชุดหนึ่งเสีย ยังเหลืออีกอย่างน้อย 2 ชุด
2 เก็บไฟล์บนสื่อเก็บข้อมูล 2 ชนิดที่ต่างกัน สื่อต่างชนิดเสี่ยงต่อภัยคนละแบบ จึงไม่พังพร้อมกันด้วยเหตุเดียว
1 เก็บ 1 สำเนาไว้นอกสถานที่ เช่น นอกบ้านหรือนอกสำนักงาน ป้องกันเหตุที่กระทบทั้งอาคาร เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือการโจรกรรม

ข้อสังเกตคือ “3 สำเนา” นับรวมต้นฉบับ ไม่ใช่ต้นฉบับบวกสามชุด และ “สื่อ 2 ชนิด” หมายถึงสื่อที่เสี่ยงต่อภัยคนละแบบ เช่น SSD กับฮาร์ดดิสก์ หรือฮาร์ดดิสก์กับคลาวด์ ฮาร์ดดิสก์สองลูกยังนับเป็นสื่อชนิดเดียวกัน

ตัวอย่างการจัดชุดข้อมูลตามกฎ 3-2-1 ชุดที่ 1 ข้อมูลหลัก ชุดที่ 2 สำรองในบ้านบนสื่อต่างชนิด ชุดที่ 3 อยู่นอกสถานที่

CISA สรุปข้อดีข้อเสียของสื่อหลายประเภทไว้ ผู้เขียนเลือกมาเฉพาะที่ใช้จริงในบ้านและเรียบเรียงใหม่ดังนี้

เก็บสำเนาไว้ในเครื่องเดียวกับต้นฉบับ ทำให้สำรองง่ายและไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม แต่เอกสารเตือนว่าการสำรองแบบต่อเนื่อง (rolling backup) อาจส่งต่อไฟล์ที่เสียหายหรือติดมัลแวร์ไปยังชุดสำรองโดยไม่รู้ตัว และถ้าดิสก์ในเครื่องเสีย ถูกขโมย หรือเสียหาย ต้นฉบับกับสำรองหายไปพร้อมกัน เอกสารระบุว่าไฟล์สำรองในดิสก์ภายในเสี่ยงต่อความเสียหายไม่ต่างจากต้นฉบับ

สื่อที่ถอดออกจากเครื่องได้เป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า CISA ระบุว่าการแยกชุดสำรองออกจากคอมพิวเตอร์ช่วยปกป้องข้อมูลทั้งจากผู้โจมตีทางออนไลน์และไฟกระชาก จุดอ่อนคือพกพาง่ายจึงหายหรือถูกขโมยง่าย และการสำรองแบบต่อเนื่องก็ส่งต่อไฟล์เสียได้เช่นกัน CISA แนะนำให้ตั้งรหัสผ่าน เข้ารหัสข้อมูลเมื่อทำได้ ถอดสื่อออกหลังสำรองเสร็จ และเก็บในที่ปลอดภัย

CISA ยังแบ่งสื่อที่ใช้หน่วยความจำแฟลช (แฟลชไดรฟ์ การ์ดความจำ SSD) ออกจากฮาร์ดดิสก์ โดยชี้ว่าไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวจึงทนแรงกระแทกและเข้าถึงข้อมูลเร็ว แต่โดยทั่วไปความจุต่อราคาด้อยกว่าฮาร์ดดิสก์ และการเขียนซ้ำมากทำให้เสื่อมตามเวลา

CD, DVD และ Blu-ray แบบเขียนครั้งเดียวไม่สามารถถูกเขียนทับหรือรับไฟล์เสียจากไฟล์ต้นฉบับรุ่นหลัง CISA ถือเป็นข้อดี แต่ความจุจำกัดและแผ่นเสื่อมสภาพได้ ไม่เหมาะกับข้อมูลปริมาณมาก

CISA ระบุข้อดีว่าบริการสำรองระยะไกลช่วยปกป้องข้อมูลจากเหตุร้ายแรง เช่น ภัยธรรมชาติหรืออุปกรณ์ในบ้านเสียจากมัลแวร์ และเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ส่วนข้อเสียคือพึ่งอินเทอร์เน็ต อาจเสียเวลาในการรับส่งข้อมูล อาจผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียว (vendor lock-in) และผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้น้อยลง CISA แนะนำให้อ่านข้อตกลงบริการด้านความปลอดภัยก่อน มองหาผู้ให้บริการที่เข้ารหัสข้อมูลด้วยอัลกอริทึมที่เป็นที่ยอมรับ และเข้ารหัสข้อมูลของตัวเองก่อนฝากเมื่อเป็นข้อมูลอ่อนไหว

ถ้ากำลังเทียบระหว่างเก็บเองในบ้านด้วย NAS กับฝากคลาวด์ อ่านต่อใน NAS กับคลาวด์ ต่างกันอย่างไร

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่เข้ากับกฎ ไม่ใช่สูตรตายตัว

  1. ชุดที่ 1 (ต้นฉบับ) ไฟล์อยู่ในโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน
  2. ชุดที่ 2 (สำรองในบ้าน บนสื่อชนิดที่ต่างจากชุดแรก) ฮาร์ดดิสก์ภายนอกที่ใช้ Time Machine บน macOS หรือ File History บน Windows
  3. ชุดที่ 3 (นอกสถานที่) บริการสำรองบนคลาวด์ หรือฮาร์ดดิสก์อีกลูกที่เก็บไว้ที่บ้านญาติหรือที่ทำงาน

สังเกตว่าชุดที่ 1 และ 2 ควรเป็นสื่อต่างชนิดกัน เช่น SSD ในโน้ตบุ๊กกับฮาร์ดดิสก์ภายนอก ถ้าเครื่องใช้ฮาร์ดดิสก์อยู่แล้ว ควรให้สำเนาอีกชุดเป็นสื่อชนิดอื่น เช่น คลาวด์ จึงจะตรงกับข้อ “2” และชุดที่ 3 อยู่นอกสถานที่ตรงกับข้อ “1” ส่วนข้อมูลสำคัญแต่น้อยชิ้น เช่น เอกสารสำคัญหรือรูปถ่ายที่ทดแทนไม่ได้ อาจเลือกสำรองเฉพาะโฟลเดอร์เหล่านั้นก่อน แล้วค่อยขยายภายหลัง

CISA ให้ข้อเสนอสำหรับผู้ใช้ตามบ้านที่เก็บข้อมูลส่วนตัวไม่มาก ว่าควรเก็บไฟล์หลักไว้ในคอมพิวเตอร์ และมีสำเนาสำรองอย่างน้อยสองชุดบนสื่อแฟลช สื่อออปติคัล หรือที่เก็บระยะไกล ซึ่งใช้หลักเดียวกับโครงสร้างข้างต้น แม้ตัวอย่างสื่อจะต่างกัน สำหรับการคำนวณพื้นที่ที่ต้องใช้ ลองดู เครื่องคำนวณพื้นที่สำรองข้อมูล

คอมพิวเตอร์ทั่วไปมีเครื่องมือสำรองข้อมูลในตัวอยู่แล้ว ช่วยให้ตั้งการสำรองอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์เพิ่ม

macOS: Time Machine เอกสารของ Apple ระบุว่าใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลภายนอก เช่น ไดรฟ์ USB หรือ Thunderbolt สำรองแอป เพลง รูป อีเมล และเอกสารโดยอัตโนมัติ แนะนำให้ใช้ไดรฟ์ที่มีความจุอย่างน้อยสองเท่าของพื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่อง (เช่น เครื่อง 1 TB ควรใช้ไดรฟ์อย่างน้อย 2 TB) และใช้ไดรฟ์นั้นเพื่อสำรองเท่านั้น ไม่ควรใช้เก็บไฟล์อื่น ตอนตั้งค่ามีตัวเลือกเข้ารหัสสำรองด้วยรหัสผ่าน ซึ่งต้องใช้รหัสนั้นเมื่อกู้ไฟล์ จึงต้องจำหรือเก็บรหัสไว้ให้ดี

Windows: Windows Backup เอกสารของ Microsoft อธิบายว่า Windows Backup สำรองไฟล์ ธีม การตั้งค่า แอปที่ติดตั้งจำนวนมาก และข้อมูล Wi-Fi โดยผูกกับบัญชี Microsoft ผู้ใช้ย้ายไปเครื่องใหม่ได้ง่ายเมื่อลงชื่อเข้าใช้ Windows Backup ซิงก์โฟลเดอร์ขึ้น OneDrive ซึ่งบัญชีฟรีมีพื้นที่ 5 GB ถ้าต้องการสำรองลงดิสก์ภายนอก ให้ใช้ File History ซึ่ง Microsoft ระบุว่าสำรองไปยังไดรฟ์ภายนอกหรือตำแหน่งบนเครือข่ายได้

สองเครื่องมือนี้เติมเต็มบางส่วนของกฎ 3-2-1 เท่านั้น Time Machine ให้สำเนาในบ้าน ส่วน Windows Backup ให้สำเนาที่ซิงก์บน OneDrive จึงควรตรวจว่าครบทั้ง 3 สำเนา 2 สื่อ และ 1 ที่นอกสถานที่หรือยัง

ข้อควรระวัง: แรนซัมแวร์กับสำเนาที่ต่อค้างอยู่

หัวข้อที่มีชื่อว่า “ข้อควรระวัง: แรนซัมแวร์กับสำเนาที่ต่อค้างอยู่”

ปัญหาที่หลายคนมองข้ามคือสำเนาที่ต่ออยู่กับเครื่องตลอดเวลา เอกสาร #StopRansomware Guide ของ CISA ระบุว่า แรนซัมแวร์หลายสายพันธุ์พยายามค้นหาและลบหรือเข้ารหัสไฟล์สำรองที่เข้าถึงได้ เพื่อทำให้กู้คืนไม่ได้ เอกสารจึงแนะนำให้เก็บสำเนาสำรองแบบออฟไลน์และเข้ารหัส และทดสอบความพร้อมใช้งานและความสมบูรณ์ของสำเนาอย่างสม่ำเสมอ

แปลเป็นแนวทางที่บ้านได้ดังนี้

  • ถอดสื่อสำรองออกหลังสำรองเสร็จ กด Eject ก่อนถอดทุกครั้ง อย่าเสียบฮาร์ดดิสก์ภายนอกค้างไว้ตลอด ตรงกับคำแนะนำของ CISA ในเอกสาร Data Backup Options
  • ทำชุดที่ 3 ให้แยกจากเครื่องจริง ๆ ถ้าเป็นคลาวด์ ตรวจดูว่าบริการนั้นเก็บเวอร์ชันย้อนหลังได้หรือไม่ เพื่อกู้ไฟล์ก่อนถูกเข้ารหัสได้ (ขึ้นกับผู้ให้บริการ ต้องอ่านเงื่อนไขของรายนั้น)
  • เข้ารหัสสำเนา โดยเฉพาะชุดที่พกพาหรือเก็บนอกบ้าน เพื่อกันข้อมูลรั่วหากสื่อหาย
  • ทดสอบกู้คืนจริงเป็นระยะ เลือกไฟล์ตัวอย่างมากู้ดูว่าเปิดได้ ไม่ใช่แค่ดูว่าโปรแกรมแจ้งว่าสำรองสำเร็จ CISA ย้ำให้ทดสอบกระบวนการสำรองสม่ำเสมอ
  • สังเกตความเสี่ยงคลาวด์เจ้าเดียว คู่มือแรนซัมแวร์ของ CISA กล่าวถึงการใช้หลายคลาวด์เพื่อเลี่ยงการผูกกับผู้ให้บริการรายเดียวในกรณีบัญชีของผู้ให้บริการเดียวกันถูกกระทบทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อพิจารณาในระดับองค์กร ผู้ใช้ตามบ้านอาจเลือกเก็บชุดนอกสถานที่เป็นฮาร์ดดิสก์อีกลูกแทน
  • ไฟล์สำคัญมีครบ 3 สำเนาหรือยัง (ต้นฉบับ + 2)
  • สำเนาอยู่บนสื่ออย่างน้อย 2 ชนิดหรือไม่
  • มีอย่างน้อย 1 สำเนาอยู่นอกสถานที่หรือไม่
  • สื่อสำรองที่ไม่ต้องใช้ถอดออกจากเครื่องแล้วหรือยัง
  • เข้ารหัสสำเนาที่พกพาหรือฝากนอกบ้านแล้วหรือไม่
  • เคยลองกู้ไฟล์ตัวอย่างจากสำเนาแต่ละชุดสำเร็จหรือยัง
  • รหัสผ่านสำหรับเปิดสำเนาที่เข้ารหัส เก็บไว้ในที่ที่หาเจอและแยกจากเครื่อง

ไม่ครบ ถ้ามีแค่ต้นฉบับในเครื่องกับคลาวด์จะได้เพียง 2 สำเนา ตามกฎต้องมี 3 สำเนาบนสื่อ 2 ชนิด คลาวด์ตอบข้อ “1 นอกสถานที่” ได้ แต่ควรมีสำเนาอีกชุด เช่น บนฮาร์ดดิสก์ภายนอก

นับ ตามเอกสาร CISA กฎระบุว่า 3 สำเนาคือต้นฉบับ 1 และสำรอง 2

การ sync ไฟล์ขึ้นคลาวด์ถือเป็นการสำรองข้อมูลหรือไม่

หัวข้อที่มีชื่อว่า “การ sync ไฟล์ขึ้นคลาวด์ถือเป็นการสำรองข้อมูลหรือไม่”

ไม่เสมอไป บริการ sync บางแบบสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด รวมถึงการลบหรือการที่ไฟล์ถูกเข้ารหัส CISA เตือนในเรื่องการสำรองแบบต่อเนื่องว่าอาจส่งต่อความเสียหายไปยังสำเนา จึงควรตรวจว่าบริการที่ใช้เก็บเวอร์ชันย้อนหลังและกู้ไฟล์ที่ถูกลบได้หรือไม่

ขึ้นกับว่าข้อมูลเปลี่ยนบ่อยและยอมเสียงานย้อนหลังได้มากเท่าไร แหล่งอ้างอิงที่ใช้ไม่ได้กำหนดความถี่ตายตัว Time Machine ตั้งสำรองอัตโนมัติได้ ส่วนแนวทางทั่วไปคือสำรองให้ถี่พอที่ถ้าข้อมูลหายแล้วจะรับได้

  1. Data Backup Options — CISA (US-CERT)
  2. #StopRansomware Guide — CISA
  3. Back up your Mac with Time Machine — Apple Support
  4. Back up and restore with Windows Backup — Microsoft Support
  5. Backup and restore with File History — Microsoft Support