ข้ามไปยังเนื้อหา

NAS กับ Cloud Storage ต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับบ้าน

ภาพประกอบกล่อง NAS วางในบ้านเทียบกับก้อนเมฆที่เป็นศูนย์ข้อมูลภายนอก เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์

บ้านหนึ่งหลังทุกวันนี้มีไฟล์กระจายอยู่หลายที่ ทั้งรูปและวิดีโอในมือถือ เอกสารในคอมพิวเตอร์ และไฟล์งานในแท็บเล็ต เมื่อพื้นที่เริ่มเต็มหรือเริ่มกังวลว่าไฟล์จะหาย คนส่วนใหญ่จะเจอสองตัวเลือกใหญ่ คือซื้ออุปกรณ์เก็บข้อมูลมาตั้งเองที่บ้าน หรือเช่าพื้นที่บนระบบของผู้ให้บริการ สองทางนี้คือ NAS กับ Cloud Storage

NAS ย่อมาจาก Network Attached Storage เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ต่อเข้ากับเครือข่ายภายในบ้านหรือออฟฟิศ โดยปกติเป็นกล่องที่ใส่ฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ได้ ต่อสายเข้ากับเราเตอร์ แล้วเครื่องอื่นในเครือข่ายเปิดไฟล์จากกล่องนั้นเหมือนเป็นไดรฟ์อีกลูกหนึ่ง ข้อมูลอยู่ในอุปกรณ์ที่เราเป็นเจ้าของและวางไว้ในสถานที่ของเราเอง

ตัวอย่างจากเอกสารของ Synology ผู้ผลิต NAS ซอฟต์แวร์ของ NAS แชร์ไฟล์ให้เครื่อง Windows, macOS และ Linux ได้ ผ่านโปรโตคอลอย่าง SMB, NFS, FTP และ WebDAV และสร้างลิงก์แชร์ไฟล์ที่ตั้งรหัสผ่านกับวันหมดอายุของลิงก์ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีแอปซิงก์ไฟล์ที่เรียกตัวเองว่า “private cloud” คือพื้นที่แบบ cloud ที่ข้อมูลอยู่กับอุปกรณ์ของเราเอง จุดนี้ทำให้ความต่างระหว่างสองคำเริ่มเลือน เพราะ NAS สมัยใหม่ก็เปิดให้เข้าถึงจากนอกบ้านได้

NIST (สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ) นิยาม cloud computing ไว้ใน SP 800-145 ว่าเป็นโมเดลที่เข้าถึง “ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ใช้ร่วมกัน” เช่น เครือข่าย เซิร์ฟเวอร์ และที่เก็บข้อมูล ผ่านเครือข่ายได้ตามต้องการ และปรับใช้หรือคืนทรัพยากรได้อย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องจัดการเอง NIST ระบุคุณลักษณะสำคัญห้าข้อ ได้แก่

  • On-demand self-service ผู้ใช้จัดสรรทรัพยากรเองได้โดยอัตโนมัติ
  • Broad network access เข้าถึงผ่านเครือข่ายด้วยอุปกรณ์หลายชนิด เช่น มือถือ แท็บเล็ต แล็ปท็อป
  • Resource pooling ผู้ให้บริการรวมทรัพยากรไว้ให้ผู้ใช้หลายรายใช้ร่วมกัน
  • Rapid elasticity ขยายหรือลดทรัพยากรได้เร็วตามความต้องการ
  • Measured service ระบบวัดปริมาณการใช้ได้ ทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้จึงตรวจสอบการใช้งานได้

เมื่อพูดถึง Cloud Storage สำหรับบ้าน ก็คือพื้นที่เก็บไฟล์ที่ผู้ให้บริการเตรียมไว้ในระบบ ลักษณะ “ใช้เท่าไรก็เพิ่มหรือลดพื้นที่ตามต้องการ” มาจากข้อ rapid elasticity และ measured service ในโมเดลของ NIST ผู้ใช้ไม่ต้องจัดการโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง

เปรียบเทียบเส้นทางของข้อมูล NAS ที่อยู่ในบ้านกับ Cloud Storage ที่อยู่ที่ศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการ

หัวข้อ NAS Cloud Storage
ข้อมูลอยู่ที่ไหน ในอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ในบ้านของเรา บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ซึ่งอาจกระจายหลายสถานที่
ใครดูแลเครื่อง เจ้าของ ทั้งการตั้งค่า อัปเดต เปลี่ยนดิสก์ ผู้ให้บริการ
การใช้งานภายในบ้าน เข้าถึงผ่านเครือข่ายภายใน ไม่ต้องออกอินเทอร์เน็ต ไฟล์ที่อยู่บน cloud อย่างเดียวต้องผ่านอินเทอร์เน็ต
การใช้งานนอกบ้าน ทำได้เมื่อตั้งค่าการเข้าถึงจากภายนอก ซึ่งเป็นหน้าที่เจ้าของ เข้าได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต
การขยายพื้นที่ เพิ่มหรือเปลี่ยนดิสก์ตามที่เครื่องรองรับ ปรับแผนพื้นที่ตามที่ผู้ให้บริการเปิดให้เลือก
การควบคุมข้อมูล เจ้าของควบคุมเต็มที่ ขึ้นกับเงื่อนไขและนโยบายของผู้ให้บริการ
ถ้าอินเทอร์เน็ตล่ม ในบ้านยังใช้ได้ ไฟล์ที่อยู่บน cloud อย่างเดียวเปิดไม่ได้ ส่วนไฟล์ที่ซิงก์ไว้ในเครื่องยังเปิดได้
ถ้าอุปกรณ์เสียหายหรือถูกขโมย ข้อมูลที่ไม่มีสำเนาอื่นอาจหายหมด ผู้ให้บริการดูแลฝั่งเซิร์ฟเวอร์ แต่ผู้ใช้ควรอ่านเงื่อนไขเรื่องความทนทานของข้อมูล

ตารางนี้เป็นภาพกว้าง รายละเอียดจริงต่างกันตามรุ่นและผู้ให้บริการแต่ละราย

ข้อดี

  • เข้าถึงไฟล์ในบ้านผ่านเครือข่ายภายใน จึงไม่ต้องรอการอัปโหลดหรือดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต เหมาะกับไฟล์ใหญ่ เช่น วิดีโอและรูปความละเอียดสูง
  • เจ้าของกำหนดสิทธิ์ว่าใครเข้าโฟลเดอร์ไหนได้ ตั้งรหัสผ่านและอายุของลิงก์แชร์เองได้
  • ใช้กับอุปกรณ์หลายระบบพร้อมกันได้ เพราะรองรับโปรโตคอลมาตรฐานของการแชร์ไฟล์

ข้อจำกัด

  • เจ้าของต้องดูแลเอง ตั้งแต่ติดตั้ง ตั้งค่าความปลอดภัย อัปเดตซอฟต์แวร์ จนถึงเปลี่ยนดิสก์เมื่อเสื่อม
  • ข้อมูลอยู่ในที่เดียวกับบ้าน ถ้าเกิดไฟไหม้ น้ำท่วม หรือถูกขโมย ตัวเครื่องและสำเนาที่วางข้างกันจะเสียหายพร้อมกัน
  • การเปิดให้เข้าจากนอกบ้านต้องตั้งค่าเครือข่ายและความปลอดภัยเพิ่ม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของ
  • ไฟดับกะทันหันหรือไฟกระชากอาจทำให้ข้อมูลเสียหายหรืออุปกรณ์พัง ดูแนวทางป้องกันได้ในบทความเรื่อง UPS กับปลั๊กกันไฟกระชาก

เอกสาร Data Backup Options ที่จัดทำให้ US-CERT เมื่อปี 2012 และเผยแพร่บนเว็บ CISA (หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของสหรัฐฯ) สรุปข้อดีและข้อเสียของ cloud ไว้ แม้เป็นเอกสารเก่าแต่หลักคิดยังใช้ได้

ข้อดี

  • ช่วยปกป้องข้อมูลจากเหตุร้ายแรง เช่น ภัยธรรมชาติ หรืออุปกรณ์ในบ้านเสียหายจากมัลแวร์
  • เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องลงทุนซื้อเครือข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์เอง
  • ซื้อพื้นที่เพิ่มหรือลดได้ตามต้องการ และผู้ให้บริการจัดการการใช้ทรัพยากรให้
  • ผู้ให้บริการจำนวนมากเข้ารหัสข้อมูลของผู้ใช้ให้

ข้อจำกัด

  • พึ่งอินเทอร์เน็ต ความหน่วงในการสื่อสารกับ cloud เป็นข้อเสียที่ CISA ระบุไว้
  • เอกสารปี 2012 ชี้ว่าไม่มีมาตรฐาน แพลตฟอร์ม หรือภาษากลางของ cloud ทำให้ผู้ใช้อาจติดอยู่กับผู้ให้บริการรายเดียว (lock-in) จึงควรตรวจว่าย้ายข้อมูลออกได้ง่ายแค่ไหน
  • ผู้ใช้รู้เรื่องโครงสร้างพื้นฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการน้อย และยอมสละการควบคุมข้อมูลไปส่วนใหญ่
  • ระบบ cloud แบบใช้ร่วมกันเก็บข้อมูลของผู้ใช้หลายรายไว้ในโครงสร้างเดียวกัน จึงมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ต้องพิจารณา

CISA แนะนำให้อ่านข้อตกลงบริการเรื่องแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยก่อนฝากข้อมูลสำคัญ และเลือกผู้ให้บริการที่เข้ารหัสข้อมูลด้วยอัลกอริทึมที่เป็นที่ยอมรับ เช่น AES ส่งข้อมูลผ่านช่องทางเข้ารหัส และป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไปยังลูกค้ารายอื่น

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือมีข้อมูลบน NAS แล้วถือว่าสำรองแล้ว CISA อธิบายหลักการไว้ว่า ถ้าเก็บไฟล์ต้นฉบับกับไฟล์สำรองไว้ในไดรฟ์ลูกเดียวกัน เมื่อไดรฟ์นั้นเสียหาย ถูกขโมย หรือไฟล์เสียหาย ก็จะเสียทั้งต้นฉบับและสำรอง และการสำรองแบบ rolling backup ที่อัปเดตทับอัตโนมัติอาจส่งต่อไฟล์ที่เสียหายหรือติดมัลแวร์ไปยังไฟล์สำรองด้วย หลักการเดียวกันใช้กับ NAS เมื่อข้อมูลทั้งหมดอยู่ในเครื่องเดียวกัน

CISA แนะนำกฎ 3-2-1

  • มีสำเนาของไฟล์สำคัญ 3 ชุด คือต้นฉบับ 1 และสำรอง 2
  • เก็บบนสื่อบันทึก 2 ประเภท เพื่อกันความเสี่ยงที่ต่างกัน
  • เก็บ 1 ชุดไว้นอกสถานที่ เช่น นอกบ้าน

ตัวอย่างการวางสำเนา 3 ชุดตามกฎ 3-2-1 โดยใช้ NAS ในบ้านร่วมกับ Cloud Storage นอกสถานที่

NAS กับ cloud จึงไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป ซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลของ Synology (Hyper Backup) ระบุว่าสำรองจาก NAS ไปปลายทางได้หลายแบบ ทั้งวอลุ่มในเครื่อง อุปกรณ์ภายนอก NAS เครื่องอื่น เซิร์ฟเวอร์ rsync และ cloud สาธารณะ เช่น Google Drive หรือ S3 พร้อมการเข้ารหัส AES-256 การเก็บหลายเวอร์ชัน และการตรวจความสมบูรณ์ของข้อมูลสำรอง NAS ในบ้านจึงทำงานร่วมกับ cloud ได้ โดยให้ cloud เก็บสำเนาชุดนอกสถานที่ รายละเอียดเต็มของแนวคิดนี้อยู่ในบทความเรื่องการสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1

ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกบ้าน ลองดูจากสถานการณ์

สถานการณ์ในบ้าน แนวทางที่เข้ากับสถานการณ์
ข้อมูลไม่มาก ใช้กับมือถือและโน้ตบุ๊กเป็นหลัก ไม่อยากดูแลอุปกรณ์ Cloud Storage ตรงกับลักษณะ “ไม่ต้องดูแลเครื่อง”
มีวิดีโอ รูป หรือไฟล์งานขนาดใหญ่มาก ใช้หลายเครื่องในบ้านพร้อมกัน NAS เข้าถึงผ่านเครือข่ายในบ้านได้โดยไม่ผ่านอินเทอร์เน็ต
กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวหรืออยากควบคุมข้อมูลเอง NAS ให้เจ้าของควบคุมสิทธิ์ แต่ต้องดูแลความปลอดภัยเองด้วย
อินเทอร์เน็ตไม่เสถียรหรือความเร็วอัปโหลดต่ำ NAS ใช้งานในบ้านได้โดยไม่ขึ้นกับเน็ต ส่วน cloud จะโหลดข้อมูลปริมาณมากได้ช้า
อยากให้ข้อมูลรอดแม้เกิดเหตุกับตัวบ้าน ต้องมีสำเนานอกสถานที่ ซึ่ง cloud ทำหน้าที่นี้ได้
ข้อมูลสำคัญมาก ใช้ทั้งสองแบบร่วมกันตามกฎ 3-2-1

ก่อนตัดสินใจ ลองประเมินปริมาณข้อมูลที่มีและอัตราที่เพิ่มขึ้นต่อปี แล้วใช้เครื่องคำนวณเวลาสำรองข้อมูลและพื้นที่เก็บหาพื้นที่รวมของ 3 สำเนาและเวลาสำรองครั้งแรก เครื่องมือนี้ไม่ได้คิดข้อมูลที่จะเพิ่มขึ้นหรือไฟล์หลายเวอร์ชัน จึงควรเผื่อพื้นที่ไว้

การสำรองขึ้น cloud ครั้งแรกใช้เวลาตามขนาดข้อมูลและความเร็วอัปโหลด คำนวณคร่าว ๆ ได้ดังนี้ เวลา (วินาที) เท่ากับ ขนาดข้อมูล (หน่วยเมกะบิต) หารด้วยความเร็วอัปโหลด (เมกะบิตต่อวินาที) โดย 1 ไบต์เท่ากับ 8 บิต

ตัวอย่าง ข้อมูล 500 GB เท่ากับประมาณ 4,000,000 เมกะบิต ถ้าอัปโหลดได้คงที่ 100 Mbps ใช้ประมาณ 40,000 วินาที หรือราว 11 ชั่วโมง เป็นค่าในกรณีอุดมคติที่ความเร็วเต็มตลอดเวลา และไม่นับค่าโอเวอร์เฮด ในทางปฏิบัติมักนานกว่านี้ ถ้าความเร็วอัปโหลดจริงต่ำกว่าหรือต้องใช้เน็ตพร้อมกับกิจกรรมอื่น เวลาก็ยืดออกตามสัดส่วน

  • เข้ารหัสข้อมูล CISA แนะนำให้เข้ารหัสข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ทั้งบนสื่อที่เก็บเองและเมื่อส่งไป cloud
  • รักษาความปลอดภัยทางกายภาพ CISA ระบุให้เก็บสื่อบันทึกให้ปลอดภัย และเชื่อมต่อเฉพาะกับระบบที่ใช้แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของเครือข่าย เช่น ไฟร์วอลล์และโปรแกรมป้องกันไวรัส
  • ตั้งรหัสผ่านและสิทธิ์การแชร์ ตัวอย่างจากเอกสาร Synology การแชร์ไฟล์ด้วยลิงก์ตั้งรหัสผ่านและกำหนดอายุของลิงก์ได้
  • ตรวจสอบการสำรองข้อมูลเป็นระยะ Hyper Backup ของ Synology มีฟังก์ชันตรวจความสมบูรณ์ตามกำหนดเวลา ให้รู้ว่าข้อมูลสำรองยังเปิดใช้ได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ควรทำกับสำเนาสำรองทุกชนิด

ฮาร์ดดิสก์พกพาต่อกับเครื่องเดียวผ่านสาย ส่วน NAS ต่อกับเครือข่ายและให้หลายเครื่องเข้าถึงพร้อมกัน พร้อมมีซอฟต์แวร์จัดการสิทธิ์ ลิงก์แชร์ และงานสำรองข้อมูลอัตโนมัติ ฮาร์ดดิสก์พกพายังมีประโยชน์เป็นสำเนาที่ถอดแยกเก็บ ซึ่ง CISA ระบุว่าการแยกสื่อสำรองออกจากคอมพิวเตอร์ช่วยป้องกันทั้งผู้โจมตีทางออนไลน์และไฟกระชากได้

ขึ้นกับความสำคัญของข้อมูล หากไฟล์ต้นฉบับกับไฟล์ที่ซิงก์ไปบน cloud ถูกลบหรือเสียหายพร้อมกัน ก็อาจไม่เหลือสำเนาที่ย้อนกลับได้ ควรเลือกบริการที่เก็บเวอร์ชันย้อนหลังได้ และยังควรมีสำเนาอีกชุดแยกไว้ตามกฎ 3-2-1

ได้ เมื่อเจ้าของตั้งค่าการเข้าถึงจากภายนอก ซึ่งแอปของผู้ผลิตหลายรายรองรับ แต่การเปิดให้เข้าจากอินเทอร์เน็ตเพิ่มความเสี่ยง จึงควรตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม เปิดการยืนยันตัวตนสองขั้น และอัปเดตซอฟต์แวร์เสมอ

การใช้งานไฟล์ภายในบ้านไม่ต้องผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าต้องการเข้าจากนอกบ้านหรือสำรองขึ้น cloud ก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ต

ไม่มีคำตอบตายตัว CISA ชี้ว่าผู้ให้บริการ cloud มักเข้ารหัสข้อมูลได้ แต่ผู้ใช้แทบไม่รู้และไม่ควบคุมแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของผู้ให้บริการ ส่วน NAS ให้ควบคุมเองทั้งหมด แต่ความปลอดภัยก็ขึ้นกับการตั้งค่าและการดูแลของเจ้าของ

  1. SP 800-145 The NIST Definition of Cloud Computing — NIST
  2. Data Backup Options — CISA (US-CERT)
  3. Hyper Backup — Synology
  4. File Sharing — Synology DSM
  5. Synology Drive — Synology